<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398</id><updated>2011-04-26T13:17:29.309+07:00</updated><title type='text'>แค่ดู ก็รู้แจ้ง</title><subtitle type='html'>เป็นวิธีการปฎิบัติที่เรียบง่ายเป็นที่สุด แต่ตรงคามคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตร&lt;br&gt;&lt;br&gt;
โดย &lt;b&gt;อาจารย์ สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา&lt;/b&gt;</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://kaedoo.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>11</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707671578972226</id><published>2005-05-26T10:04:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T10:05:15.790+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง (ฉบับใหม่)</title><content type='html'>จากความเห็นที่หลวงพ่อได้เมตตาแสดงไว้&lt;br /&gt;ผมจึงตัดสินใจเขียน แค่ดูก็รู้แจ้ง ขึ้นใหม่&lt;br /&gt;โดยนำบางส่วนของฉบับเดิมมาที่พอจะใช้ได้มาใส่ไว้&lt;br /&gt;ซึ่งเนื้อหาจะเน้นไปที่การฝึกด้วยการรู้ว่าเผลอไปเป็นหลัก&lt;br /&gt;เหมือน ๆ กับที่เคยเขียนไว้ใน รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน&lt;br /&gt;หรือใครจะมองว่าเป็น รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน ฉบับพิสดาร ก็ได้ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707671578972226?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707671578972226'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707671578972226'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707671578972226' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง (ฉบับใหม่)'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707664689858107</id><published>2005-05-26T10:03:00.001+07:00</published><updated>2005-05-26T10:04:06.900+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - เกริ่นนำ</title><content type='html'>บางคนอาจคิดว่า แค่ดู ในที่นี้เป็นการเล่นคำซะมากกว่า&lt;br /&gt;ขอบอกอย่างจริงใจว่า ไม่ได้คิดจะเล่นคำแต่อย่างใด&lt;br /&gt;แต่ตั้งใจอย่างมากเลยที่จะบอกว่า ให้ดู...ดูจริง ๆ ไม่ใช่ทำ&lt;br /&gt;เปรียบเหมือนเราดูเด็กวิ่งเล่นซุกซนกัน โดยที่เราไม่ได้ไปวิ่งเล่นด้วย&lt;br /&gt;และไม่แม้กระทั่งจะส่งเสียงบอกว่า อย่าซน... เมื่อยามที่เด็กกำลังซนมาก ๆ&lt;br /&gt;การดูเด็กที่กำลังวิ่งซุกซนโดยไม่เข้าไปทำอะไรเลยนั้น หากดูอยู่บ่อย ๆ&lt;br /&gt;จะทำให้เราเกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมของเด็กได้ว่า&lt;br /&gt;เด็กคนไหนมีพฤติกรรมอย่างไร มีอารมณ์เป็นอย่างไร&lt;br /&gt;การดูกาย หรือดูจิต ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ เพียงแค่ดูกาย หรือเพียงแค่ดูจิต&lt;br /&gt;โดยไม่ทำการแทรกแซงหรือควบคุมกายและจิตตามที่ต้องการ&lt;br /&gt;ด้วยความเห็นผิดว่าการแทรกแซงหรือควบคุมนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;แค่ดู ๆ ไป ก็จะรู้แจ้งในความเป็นจริงของกายและจิตได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707664689858107?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707664689858107'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707664689858107'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707664689858107' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - เกริ่นนำ'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707659723217028</id><published>2005-05-26T10:03:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T10:03:17.233+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๑</title><content type='html'>ตอนที่ ๑&lt;br /&gt;เชื่อไหมว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามีใครมาบอกว่า...&lt;br /&gt;ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะคิดกันยังไง? จะเชื่อไหม?&lt;br /&gt;ยากที่จะเชื่อซินะ ที่ยากจะเชื่อก็คงเพราะ&lt;br /&gt;เราคุ้นเคยกันอยู่ว่า การจะรู้แจ้งได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ&lt;br /&gt;ต้องทุ่มเทปฏิบัติกันเอาเป็นเอาตายทีเดียว&lt;br /&gt;ไหนจะต้องรักษาศีล ไหนจะต้องทำสมาธิ ไหนจะต้องทำวิปัสสนา&lt;br /&gt;จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้มาบอกว่า&lt;br /&gt;ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้ แล้วใครจะเชื่อล่ะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาละยังไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่อย่าเพิ่งปิดแล้วก็วางลงซะก่อนก็แล้วกัน&lt;br /&gt;ลองอ่านไปดูไปก่อนจนจบ ถ้าอ่านไปดูไปแล้วไม่เห็นทางที่จะรู้แจ้งได้จริง&lt;br /&gt;ถึงตอนนั้นจะไม่เชื่อก็ไม่ว่ากันหรอก&lt;br /&gt;แต่ตอนนี้จะกระซิบบอกใกล้ ๆ ก่อนว่า...&lt;br /&gt;อ่านไปดูไปแล้วจะเข้าใจว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้จริง&lt;br /&gt;และถ้าได้ดูกันอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจริง ๆ จัง ๆ ละก็ เป็นอันต้องรู้แจ้งแน่ ๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707659723217028?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707659723217028'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707659723217028'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707659723217028' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๑'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707653401159593</id><published>2005-05-26T10:01:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T10:02:14.013+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๒</title><content type='html'>ตอนที่ ๒&lt;br /&gt;ดูอะไร ดูอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบไม่ยาก...&lt;br /&gt;ก็ดูกาย ดูใจ หรือดูจิตของตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องไปดูของใครที่ไหนหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องการดูกาย ดูใจ หรือดูจิตตัวเองนี้&lt;br /&gt;นับได้ว่าเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้ง&lt;br /&gt;และเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้แจ้งไปก่อนแล้วได้สั่งสอนเอาไว้&lt;br /&gt;อย่างเช่นที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้สอนไว้ว่า&lt;br /&gt;นักปฏิบัติไม่สนใจดูกายดูใจของตัวเอง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้สอนไว้ว่า&lt;br /&gt;หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง&lt;br /&gt;เมื่อเข้าใจจิตตัวเองลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้ว ดูกาย ดูใจ หรือดูจิต เป็นภาษาที่เรียบง่าย&lt;br /&gt;ง่ายจนไม่ต้องแปล ไม่ต้องตีความ กันแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ดู ก็คือ ดู ... ดู ไม่ใช่ทำ&lt;br /&gt;แต่ดูอย่างไรนี่ซิที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี เพราะดูตามภาษาธรรมนั้น&lt;br /&gt;จะหมายถึงการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ&lt;br /&gt;รับรู้ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่รับรู้แบบลืมเนื้อลืมตัวหรือลืมกายลืมใจตัวเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707653401159593?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707653401159593'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707653401159593'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707653401159593' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๒'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707647553143514</id><published>2005-05-26T10:00:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T10:01:15.533+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๓</title><content type='html'>ตอนที่ ๓&lt;br /&gt;รู้สึกตัวเป็นอย่างไร เผลอไปเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่บอกไปแล้วว่า ดู ในภาษาธรรมนั้น&lt;br /&gt;คือการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;ถ้ามีความรู้สึกตัวในขณะรับรู้สิ่งต่าง ๆ&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจก็ตาม&lt;br /&gt;การรับรู้จะเป็นเพียงแค่ดู แค่รู้ โดยที่จิตใจจะมีความตั้งมั่น ไม่ลืมตัวเอง&lt;br /&gt;ไม่เกิดความพอใจ ไม่เกิดความไม่พอใจ (หรือที่พูดกันว่า เป็นกลาง ๆ)&lt;br /&gt;เมื่อไม่เกิดความพอใจ - ไม่พอใจ เราก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ&lt;br /&gt;แบบสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็น ไม่มีความพยายามดิ้นรนที่จะ&lt;br /&gt;เข้าไปจัดการหรือกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังรับรู้อยู่&lt;br /&gt;ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกรู้ถูกดูอยู่นั้นแสดงบทบาทของมันไปตามที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกถึงตอนที่ดูทีวีรายการสุดโปรดซิ นึกออกไหมว่าเราดูแบบไหน&lt;br /&gt;ดูแบบที่การรับรู้ไปอยู่ที่ทีวีทั้งหมดจนลืมตัวเองไปเลย ใช่หรือเปล่า?&lt;br /&gt;หรือเวลาดูละครเรื่องโปรดที่เราสงสารนางเอกมาก ๆ&lt;br /&gt;พอนางเอกโดนตัวร้ายกลั่นแกล้ง เราก็จะไม่พอใจถึงกับออกปากว่า&lt;br /&gt;เอาเลย ตบมันเลย ยอมให้มันทำอยู่ทำไม...ใครเคยเป็นบ้าง?&lt;br /&gt;หรือเวลาดูฟุตบอล พอทีมที่เราเชียร์ยิงประตูฝ่ายตรงข้าม&lt;br /&gt;เราก็ลืมตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนบิดตัวช่วยให้ลูกฟุตบอลโค้งเข้าประตู&lt;br /&gt;เคยเป็นกันใช่ไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ…มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะทำให้หนุ่ม ๆ เข้าใจได้ดีก็คือ&lt;br /&gt;เวลาที่เรา (หนุ่ม ๆ - จะหนุ่มมากหนุ่มน้อยก็ตามเถอะ)&lt;br /&gt;เดินไปเจอสาว ๆ ที่หุ่นดี หน้าตาสวยถูกใจ ทันทีที่เห็น&lt;br /&gt;สายตาและความรู้สึกจะพุ่งไปจับจ้องที่สาวสวยคนนั้น จนลืมตัวเองไปทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ เป็นตัวอย่างการรับรู้ทางตา&lt;br /&gt;รับรู้แบบที่เราส่งใจทั้งหมดไปอยู่กับสิ่งที่กำลังมองเห็น&lt;br /&gt;เหมือนโลกทั้งโลกมีแต่สิ่งที่กำลังมองเท่านั้น ไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองอยู่เลย&lt;br /&gt;การดูแบบนี้ เป็นการดูแบบลืมตัว ไม่รู้สึกตัว หรือจะพูดว่าเผลอไปก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน ถ้าเรากำลังดูทีวีด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เราก็จะดูไปพร้อม ๆ กับรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้ดู&lt;br /&gt;จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้อยู่แต่ในจอทีวีเท่านั้น&lt;br /&gt;หรือถ้ากำลังพูดโทรศัพท์ก็เหมือนกัน หากเราพูดด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เราจะรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้พูดอยู่&lt;br /&gt;จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้แต่เรื่องที่กำลังพูดกำลังคุยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากใครเข้าใจได้ว่าตอนที่เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปนั้นเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;ก็จะเข้าใจได้ว่า รู้สึกตัว นั้นเป็นอย่างไร เพราะความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;จะมีลักษณะของการรับรู้สิ่งต่าง ๆ แบบไม่ลืมตัวเอง หรือไม่เผลอไปนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอจะเข้าใจกันแล้วนะว่า เผลอไปเป็นอย่างไร รู้สึกตัวเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;ถ้ายังไม่เข้าใจหรือยังไม่แน่ใจ ก็อ่านทวนซ้ำอีกสักรอบสองรอบก็แล้วกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707647553143514?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707647553143514'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707647553143514'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707647553143514' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๓'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707641544064012</id><published>2005-05-26T09:59:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T10:00:15.443+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๔</title><content type='html'>ตอนที่ ๔&lt;br /&gt;หัดดูของจริงว่า…เผลอไปจริงไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ ทีนี้ก็ลองหัดดูของจริงกันซิว่า เรามีการเผลอไปจริงไหม&lt;br /&gt;หัดยังไงเหรอ?&lt;br /&gt;ก็สังเกตดูไปแบบสบาย ๆ ว่า&lt;br /&gt;ในขณะที่เราทำโน่นทำนี่ เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;หัดดูไปแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเคร่งเครียด หัดดูซิว่า&lt;br /&gt;แปรงฟัน...เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;อาบน้ำ…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;กินข้าว…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;กวาดบ้าน ถูบ้าน…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;เดินไปโน่นไปนี่…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;ขับรถ…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;พูดโทรศัพท์…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;อ่านหนังสือพิมพ์…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;ฯลฯ&lt;br /&gt;เอาล่ะ…ปิดหนังสือแล้วลองหัดดูไปแบบสบาย ๆ ได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นยังไงล่ะ...&lt;br /&gt;พอจะเห็นจริง ๆ ได้แล้วซิว่า ในแต่ละวัน เรามีการเผลอไปจริง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่แน่ใจอีกเหรอ...ถ้างั้นก็อย่าเพิ่งอ่านตอนต่อไป&lt;br /&gt;หัดดูไปอีกหน่อย จนแน่ใจว่าเรามีการเผลอไปจริง ๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707641544064012?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707641544064012'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707641544064012'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707641544064012' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๔'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707631033781237</id><published>2005-05-26T09:57:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T09:58:30.340+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๕</title><content type='html'>ตอนที่ ๕&lt;br /&gt;หัดดูว่า…เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากที่หัดดูว่า…เผลอไปจริงไหม จนเห็นว่าเราเผลอไปจริง ๆ แล้ว&lt;br /&gt;เคยเห็นบ้างไหมว่า จะมีบางครั้งที่เกิดรู้สึกแวบขึ้นมาเองว่า…เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่เคยเห็นเหรอ…ยังไม่เห็นก็ไม่เป็นไร&lt;br /&gt;แต่อย่าอยากเห็นจนถึงกับคอยจ้องดูซะจนอึดอัดก็แล้วกัน&lt;br /&gt;ให้หัดดูไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ เดี๋ยวก็เห็นเองแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ยินเสียงใครถามอะไร?&lt;br /&gt;สงสัยอะไรกันเหรอ?&lt;br /&gt;ดูออกไหมว่า เมื่อกี้ที่เราสงสัยอยากถามนั้น เราเผลอไปแล้วนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามหน่อยเถอะนะว่า&lt;br /&gt;แล้วขณะที่กำลังอ่าน แค่ดูก็รู้แจ้ง อยู่ขณะนี้นะ ดูออกไหมว่า&lt;br /&gt;เราเผลอไปหรือเปล่า?&lt;br /&gt;เผลอไปเหรอ…ดีแล้วหัดดูต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงใครบอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย…&lt;br /&gt;ใครที่บอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย ขอให้ดูใหม่นะ&lt;br /&gt;เพราะขณะที่กำลังอ่านอยู่นี้ ถ้าไม่เคยฝึกรู้สึกตัวมาก่อน&lt;br /&gt;หรือฝึกยังไม่มากพอ ก็จะอ่านแบบเพลิดเพลินหรือตั้งใจ จนลืมตัวเองไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอ่าน การฟัง หรือแม้แต่การครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ&lt;br /&gt;แล้วสามารถจดจำเรื่องราวได้ดี เข้าใจเรื่องราวได้ดี&lt;br /&gt;ไม่ใช่อาการบ่งบอกว่าเรารู้สึกตัวหรือไม่ได้เผลอไปหรอกนะ&lt;br /&gt;เพราะรู้สึกตัวหรือไม่นั้น ไม่ได้เอาความจำความเข้าใจเป็นเกณฑ์ตัดสิน&lt;br /&gt;แต่จะใช้อาการลืมตัวเองหรือไม่เป็นเกณฑ์ตัดสิน&lt;br /&gt;ถ้าลืมตัวเองก็คือเผลอไปหรือไม่รู้สึกตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่ดูออกแล้วว่า เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;ก็ให้หัดดูต่อไปอีกว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น&lt;br /&gt;จิตใจเรามีอาการเป็นอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;แต่เตือนไว้ก่อนนะว่า ให้หัดดูแบบ แค่ดู เท่านั้น อย่าเพ่งจ้องเป็นอันขาด&lt;br /&gt;ถ้ายังดูไม่ออกก็ไม่ต้องเร่งดูให้ออก ดูไม่ออกก็แค่ดูว่าเมื่อกี้เผลอไปเรื่อย ๆ ก่อน&lt;br /&gt;แล้วจะเห็นเองว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น จิตใจเราเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นแล้วใช่ไหมว่า…ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น&lt;br /&gt;ก็คือแวบเดียวกับที่เราหายเผลอ หรือเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;จะรู้สึกเหมือนจิตใจตื่นขึ้น เบิกบานขึ้น เบาสบายขึ้น&lt;br /&gt;(หายอึดอัด หายเคร่งเครียด คิดอะไรอยู่ก็หยุดคิด)&lt;br /&gt;แล้วก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้แบบสักแต่ว่ารู้&lt;br /&gt;มีความเป็นกลาง ๆ คือไม่มีความพอใจ และไม่มีความไม่พอใจ&lt;br /&gt;อาการแบบนี้แหละที่เป็นอาการบ่งบอกถึง ความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการดูกาย ดูจิต คือเมื่อใดที่มีความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู เมื่อแค่ดูได้ก็จะรู้แจ้งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่น ๆ …อย่าทำแบบนั้น อย่าพยายามทำไม่ให้เผลอไปเชียวนะ&lt;br /&gt;ทำยังไงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะการเผลอไปเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน&lt;br /&gt;การที่เราไปบังคับหรือพยายามทำให้ไม่เผลอนั้น ก็คือเผลอไปเหมือนกัน&lt;br /&gt;เพราะเมื่อไหร่ที่เราพยายามทำเพื่อไม่ให้เผลอ เราก็จะลืมตัวเอง&lt;br /&gt;แล้วไปจงใจสร้างหรือทำความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา&lt;br /&gt;ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกสร้างถูกทำขึ้นมานั้น&lt;br /&gt;จะไม่ใช่ความรู้สึกตัวที่แท้จริง และจะใช้ในการดูเพื่อให้รู้แจ้งไม่ได้&lt;br /&gt;สังเกตดูซิ เวลาที่เราพยายามทำไม่ให้เผลอนั้น&lt;br /&gt;จิตใจเราจะไม่เบาสบายหรอก มันจะมีความอึดอัด&lt;br /&gt;หรือเป็นกลุ่มก้อนจุกแน่นขึ้นไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;บางคนอาจถึงกับจุกแน่นที่ร่างกายเลยทีเดียว&lt;br /&gt;การพยายามไม่เผลอนั้น เป็นการทำ…ไม่ใช่แค่ดูแล้ว&lt;br /&gt;อย่าลืมซิว่า ดู…ไม่ใช่ทำ มันจะเผลอก็ต้องเผลอไป&lt;br /&gt;เราแค่ดูจนรู้สึกได้ว่า เมื่อกี้เผลอไป เท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707631033781237?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707631033781237'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707631033781237'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707631033781237' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๕'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707624029909517</id><published>2005-05-26T09:56:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T09:57:20.303+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๖</title><content type='html'>ตอนที่ ๖ &lt;br /&gt;ฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันด้วยการรู้ว่า เมื่อกี้เผลอไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่ารีบร้อนซิ ยังดูกายดูจิตไม่ได้หรอก &lt;br /&gt;ใครรีบร้อนจะดูกายดูจิตตอนนี้ก็จะ แค่ดู ไม่ได้แน่ &lt;br /&gt;เพราะเรายังไม่มีความเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว &lt;br /&gt;(เราเคยชินกับการไม่รู้สึกตัวกันมานาน) &lt;br /&gt;ต้องหัดรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ จนเคยชินกันก่อน ไม่ต้องรีบร้อนหรอก &lt;br /&gt;เมื่อรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ จนเคยชินแล้ว &lt;br /&gt;ถึงไม่คิดจะดูกายดูจิตก็อาจจะดูได้เองเลย &lt;br /&gt;แต่ถ้ายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวได้แค่วันละไม่กี่ครั้ง &lt;br /&gt;แล้วไปหัดดูกาย ดูจิต เข้าละก็ ร้อยทั้งร้อย &lt;br /&gt;(หย่อนให้เหลือร้อยละ ๙๙ ก็ได้) จะไม่สามารถ &lt;br /&gt;แค่ดูกาย หรือแค่ดูจิตได้หรอก แต่จะกลายเป็นเพ่งจ้องกาย เพ่งจ้องจิต &lt;br /&gt;หรือไม่ก็เอาแต่แก้ กดข่ม ทำลายอาการของกายของจิตที่ตัวเองไม่ชอบใจ &lt;br /&gt;หรือไม่ก็เอาแต่สร้างเอาแต่ปั้นเอาแต่ประคองรักษา &lt;br /&gt;อาการของกายของจิตที่ตัวเองชอบใจเอาไว้ให้คงอยู่นาน ๆ &lt;br /&gt;การเพ่ง การแก้ การกดข่ม การทำลาย การสร้าง การปั้น การรักษา &lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ไม่ใช่การดูกาย ดูจิต เพื่อความรู้แจ้งหรอก &lt;br /&gt;แล้วก็จำเอาไว้ให้แม่น ๆ นะว่า ดูกาย ดูจิต นั้นต้อง แค่ดู …ไม่ใช่ทำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ ทีนี้ก็ฝึกดูว่า เมื่อกี้เผลอไป ในระหว่างใช้ชีวิตประจำวันนี่แหละ &lt;br /&gt;ที่ให้ฝึกก็เพื่อ เมื่อรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไป ก็เท่ากับเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง &lt;br /&gt;ถ้ารู้ว่าเผลอไปได้บ่อย ๆ ก็คือรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ นั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันนี้ &lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าต้องรู้สึกตัวกันทุก ๆ วินาทีหรอกนะ &lt;br /&gt;เพราะอย่างเรา ๆ จะยังไม่สามารถรู้สึกตัวได้ทุก ๆ วินาทีหรอก &lt;br /&gt;และถ้าเพิ่งเริ่มฝึกก็จะรู้สึกตัวได้นาน ๆ ครั้ง หรือวันละไม่กี่ครั้งเท่านั้น &lt;br /&gt;ต้องใช้ความพากเพียรฝึก จึงจะทำให้สามารถรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ &lt;br /&gt;ดังนั้นจึงไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้ทุก ๆ วินาที &lt;br /&gt;ไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้มากแค่ไหน &lt;br /&gt;แค่ตั้งใจไว้ว่า เราจะฝึกให้รู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ เท่านั้น &lt;br /&gt;ฝึกแล้วจะรู้สึกตัวได้บ่อยแค่ไหนก็ให้พอใจแค่นั้นก่อน &lt;br /&gt;แล้วเพียรฝึกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีความเคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วจะฝึกกันในช่วงไหนกันดีล่ะ เพราะแต่ละวันต้องทำโน่นทำนี่กันทั้งวันเลย &lt;br /&gt;เอาที่น่าจะง่ายที่สุดก่อนก็แล้วกันคือ &lt;br /&gt;ฝึกตอนที่กำลังเดิน เดินไปไหนก็ได้ เดินไปห้องน้ำ เดินไปหยิบของ &lt;br /&gt;เดินไปหาเพื่อน เดินออกกำลังกาย เดินไปทานข้าว เดินเล่น เดิน... &lt;br /&gt;ฝึกเพื่อให้เราเกิดรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไปขณะกำลังเดิน &lt;br /&gt;ลองฝึกกันก่อน แล้วค่อยอ่านกันต่อก็ได้นะ…. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นยังไงบ้าง ฝึกได้ผลยังไงบ้างล่ะ &lt;br /&gt;พอจะรู้ว่าเมื่อกี้เผลอไปได้บ้างไม่ได้บ้างใช่ไหม &lt;br /&gt;ถ้าใช่ก็แสดงว่าฝึกได้ดีแล้ว ฝึกต่อไปเรื่อย ๆ เถอะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วรู้สึกบ้างไหมว่า แรก ๆ ที่ฝึก เรายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ &lt;br /&gt;จึงมักจะเดินไปแต่ไม่รู้สึกตัว หรือมักจะเดินเผลอไป &lt;br /&gt;เพราะมัวแต่ส่งใจไปดูอะไรบางอย่าง เช่นเดินไปเกิดเห็นของถูกใจ &lt;br /&gt;ก็เลยเอาแต่ดูของที่ถูกใจจนลืมตัวเองไปเลย &lt;br /&gt;หรือไม่ก็เดินไปคิดอะไรบางเรื่องไปด้วย คิดจนลืมตัวเองไปเลย &lt;br /&gt;ถ้านึกดูดี ๆ จะนึกออกว่าตอนที่เผลอไปนั้น เราเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ &lt;br /&gt;มารู้อีกทีก็เหมือนตื่นขึ้นมาจากฝัน แล้วก็รู้แวบขึ้นว่า อ้าว...เมื่อกี้เผลอไป &lt;br /&gt;สำหรับบางคนอาจนึกออกอีกว่าเมื่อกี้เผลอไปนาน หรือเผลอไปเดี๋ยวเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะฝึกรู้สึกตัวด้วยการเดินแล้ว &lt;br /&gt;ก็ยังสามารถฝึกด้วยกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันได้ทุกอย่าง &lt;br /&gt;ฝึกได้ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนค่ำ &lt;br /&gt;และกิจกรรมที่สามารถใช้เป็นการฝึกได้ดีมาก ๆ ก็คือ &lt;br /&gt;กิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น ทำงานบ้าน &lt;br /&gt;ทั้งกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า ทำอาหาร ล้างถ้วยล้างชาม ล้างรถ &lt;br /&gt;เพราะหากต้องใช้ความคิดเมื่อไหร่ ก็จะรู้สึกตัวได้ยากมาก ๆ จนถึงไม่ได้เลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียรฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อย ๆ กันก่อนนะ &lt;br /&gt;นึกได้เมื่อใด สะดวกเมื่อใดก็ฝึกเมื่อนั้น &lt;br /&gt;ฝึกให้บ่อย ๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวย และถ้าเห็นว่าเราทำกิจกรรมใดแล้ว &lt;br /&gt;สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่ายละก็ &lt;br /&gt;หากไม่มีอะไรต้องทำหรืออยู่ว่าง ๆ ละก็ &lt;br /&gt;ให้ทำกิจกรรมนั้นก็จะยิ่งเป็นการดี เช่น ใครที่เดินแล้ว &lt;br /&gt;สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็ลุกเดินไปโน่นไปนี่ซะ &lt;br /&gt;ใครที่กวาดบ้านแล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปได้ง่าย &lt;br /&gt;หรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็กวาดบ้านซะ &lt;br /&gt;ใครที่.....แล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็.....ซะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ที่ทำงานน่ะเหรอ… &lt;br /&gt;เห็นทีจะฝึกยากมากทีเดียวแหละ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความคิด &lt;br /&gt;แล้วก็ไม่แนะนำให้ฝึกด้วยนะ เพราะฝึกไปแล้วจะคิดเรื่องงานไม่ออก &lt;br /&gt;เนื่องจากเมื่อรู้สึกตัวขึ้น ความคิดต่าง ๆ จะดับลง &lt;br /&gt;ยิ่งถ้ารู้ตัวบ่อย ๆ ก็จะคิดเรื่องงานไม่ออกเอาซะเลย &lt;br /&gt;เกิดทำงานไม่เสร็จเดี๋ยวถูกไล่ออกแล้วจะเดือดร้อน &lt;br /&gt;แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะฝึกในที่ทำงานไม่ได้เลยหรอกนะ &lt;br /&gt;ถ้าตั้งใจฝึกจริง ๆ ก็ได้ เพราะเราคงไม่ได้คิดเรื่องงานตลอดเวลาหรอก &lt;br /&gt;ต้องมีลุกไปห้องน้ำบ้าง ไปหยิบของบ้าง เดินไปโน่นไปนี่บ้าง &lt;br /&gt;แล้วก็ยังมีเวลาพักอีก ถ้าฝึกตอนนี้ได้ ก็จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ เหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกแล้วเชียวว่า ต้องมีคนถามว่า &lt;br /&gt;ที่ให้ฝึกรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ นั้น ต้องรู้สึกตัวกันวันละกี่ครั้ง? &lt;br /&gt;แหม..จะนับกันเลยเหรอว่ารู้สึกตัวได้วันละกี่ครั้ง &lt;br /&gt;คงเหมือนกับถ้าให้เรานับว่า วัน ๆ เราเดินกี่ก้าว เรานับได้เหรอ &lt;br /&gt;นับไม่ได้หรอก เพราะนับไปเดี๋ยวเดียวก็เผลอแล้วก็หลงลืมกันแล้ว &lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นไม่ต้องนับ ไม่ต้องสนใจเลยว่าเรารู้สึกตัวได้กี่ครั้ง &lt;br /&gt;ขอเพียงให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็พอ ฝึกไปจนเคยชินที่จะรู้สึกตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักสำคัญในการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนั้นจะอยู่ที่ &lt;br /&gt;เมื่อรู้ว่าเผลอไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีก ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องประคองเพื่อให้รู้สึกตัวได้นาน ๆ ให้ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปตามปกติ &lt;br /&gt;ฝึกไปเรื่อย ๆ นะ ฝึกไปจนกว่าจะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ และเคยชินที่จะรู้สึกตัว &lt;br /&gt;แล้วจะได้ฝึกดูกายดูจิตกันได้อย่างถูกต้องต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนี้ &lt;br /&gt;ก็คือการดูจิตอย่างหนึ่งนั่นเอง เพราะเมื่อฝึก ๆ ไป &lt;br /&gt;เราก็จะรู้ความจริงบางอย่างของจิตใจเราเองว่า เราจะ เผลอ-รู้สึกตัว สลับกันไปเรื่อย ๆ &lt;br /&gt;โดยที่เราไม่สามารถบังคับให้ตัวเองรู้สึกตัว หรือบังคับไม่ให้เผลอได้ &lt;br /&gt;จิตที่ว่าเป็นจิตของเรานั้น เอาเข้าจริง ๆ มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราสักหน่อย เพราะมันจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัยว่าเป็นอย่างไร &lt;br /&gt;เราไปสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจต้องการไม่ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707624029909517?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707624029909517'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707624029909517'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707624029909517' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๖'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707616326934412</id><published>2005-05-26T09:55:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T09:56:03.273+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๗</title><content type='html'>ตอนที่ ๗&lt;br /&gt;ฝึกดูกาย-ดูจิตต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงดูกาย ดูจิต กันมาตั้งนาน&lt;br /&gt;เข้าใจหรือยังว่า ดูกาย ดูจิต คืออะไร เข้าใจแล้วใช่ไหมว่า&lt;br /&gt;ดูกาย ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางกายด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;ดูจิต ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางใจด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เมื่อใดที่กำลังรับรู้สิ่งปรากฏด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู หรือแค่รู้เท่านั้น&lt;br /&gt;เหมือนเราทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รู้ ที่กำลังรู้อะไรบางอย่างในฐานะสิ่งที่ถูกรู้&lt;br /&gt;ไม่มีการจงใจกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังถูกรู้อยู่&lt;br /&gt;ไม่มีการบังคับ ไม่มีการกดข่มหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้นั้นดับไปด้วยความไม่พอใจ&lt;br /&gt;ไม่มีการรักษาหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้ปรากฏอยู่ด้วยความพอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการฝึกดูกายหรือฝึกดูจิตจึงไม่มีอะไรต้องทำ มีเพียงแค่ดูเท่านั้น&lt;br /&gt;เมื่อใดที่แค่ดูได้ เมื่อนั้นก็คือการฝึกดูกายหรือดูจิต&lt;br /&gt;แค่ดูกายไปเรื่อย ๆ บ้าง แค่ดูจิตไปเรื่อย ๆ บ้าง ก็จะรู้แจ้งได้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงสัยละซิว่า รู้แจ้งอะไร เอาไว้อ่านในตอนสุดท้ายก็แล้วกัน&lt;br /&gt;ตอนนี้จะขอพูดถึงการฝึกกันซะก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝึกดูกายหรือดูจิตนั้น จะไม่มีลำดับขั้นตอนตายตัวว่า&lt;br /&gt;ต้องฝึกดูกายก่อน หรือฝึกดูจิตก่อน&lt;br /&gt;เพราะแต่ละคนจะมีความถนัดไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;บางคนจะถนัดดูกาย บางคนจะถนัดดูจิต&lt;br /&gt;(ถนัดในที่นี้หมายถึงสามารถแค่ดู หรือรู้สึกตัวได้ง่ายเมื่อมีการรับสิ่งต่าง ๆ)&lt;br /&gt;แล้วก็ยากและเหนือวิสัยทั่วไปที่ใครจะบอกได้ว่า&lt;br /&gt;เราถนัดดูกาย หรือเราถนัดดูจิต แต่ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต&lt;br /&gt;ก็อาจจะพอทราบจากตอนฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันแล้วว่า&lt;br /&gt;เราถนัดดูกายหรือดูจิต เพราะในขณะฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;ถ้าเราถนัดดูจิต เราจะรู้สึกตัวได้เสมอ ๆ เมื่อมีการรับรู้อารมณ์ทางใจ&lt;br /&gt;เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่พอมีการรับรู้ทางใจ&lt;br /&gt;เช่น รู้สึกว่ามีความโกรธเกิดขึ้น ก็สามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้&lt;br /&gt;ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่า เราน่าจะมีความถนัดดูจิตมากกว่า&lt;br /&gt;ส่วนใครที่เกิดรู้สึกตัวขึ้นได้เมื่อมีการรับรู้อาการไหวของร่างกาย&lt;br /&gt;หรือมีการสัมผัสทางกาย เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้&lt;br /&gt;แต่พอมีการรับรู้ถึงขาที่กำลังก้าว หรือเท้าที่กำลังกระทบพื้น ก็เกิดรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;ถ้าเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าเราน่าจะมีความถนัดดูกายมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าใครจะถนัดดูกายหรือถนัดดูจิตก็ตาม&lt;br /&gt;เมื่อฝึก ๆ ไป การดูจะพลิกไปพลิกมาโดยตัวมันเอง&lt;br /&gt;เดี๋ยวก็พลิกไปดูกาย อีกเดี๋ยวก็พลิกไปดูจิต แล้วแต่ว่าในขณะนั้น&lt;br /&gt;สิ่งที่ปรากฏทางกายหรือทางใจจะถูกรู้ได้เด่นชัดกว่ากัน&lt;br /&gt;เช่น ขณะที่เรากำลังเดินดูกายไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ก็เดินไปเจอคู่ปรับเก่าเข้า&lt;br /&gt;พอตามองเห็นคู่ปรับเก่าเท่านั้นแหละ ความโกรธก็พุ่งปรู้ดขึ้นทันที&lt;br /&gt;การรับรู้ก็จะไปเด่นชัดที่ความโกรธ และถ้าสามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้&lt;br /&gt;ก็จะพลิกไปดูจิตได้โดยอัตโนมัติ ใครเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;ก็ไม่ต้องพยายามดึงความรู้สึกกลับไปเพื่อดูกายเชียวนะ&lt;br /&gt;ปล่อยให้การรับรู้ไปอยู่กับสิ่งที่ปรากฏทางใจ แล้วเราก็ดูจิตต่อไปเลย&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน ถ้าดูจิตอยู่แล้วเกิดไปรู้สึกที่กายชัด&lt;br /&gt;ก็ไม่ต้องดึงความรู้สึกกลับมาที่จิตที่ใจ ให้ดูกายต่อไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการฝึกดูกายหรือดูจิต ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแค่ดูได้ง่าย ๆ หรอกนะ&lt;br /&gt;เพราะโดยธรรมชาติของคนเราที่ยังไม่รู้แจ้งถึงที่สุด&lt;br /&gt;ย่อมต้องเกิดการกระทำบางอย่างขึ้นเสมอในระหว่างการฝึก&lt;br /&gt;เช่น บางคนที่มีนิสัยขี้โมโหหรือโกรธง่าย และมีความเห็นว่า&lt;br /&gt;โกรธไม่ดีนะ ต้องไม่โกรธ ดังนั้นพอมีการรับรู้ว่าโกรธแล้ว ก็จะแค่ดูไม่ได้&lt;br /&gt;จะเผลอไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้หายโกรธ&lt;br /&gt;ทำไปเพราะความไม่รู้ว่า การทำอย่างนั้นไม่ใช่เหตุที่จะทำให้รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;หรือทำไปเพราะหลงผิดไปเลยว่า การทำอย่างนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ได้ว่า ความโกรธเป็นเรื่องปกติของคนเรา&lt;br /&gt;เราห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้ เมื่อมีเหตุพร้อม ความโกรธก็จะเกิดขึ้นทันที&lt;br /&gt;และเราเองก็มีความไม่รู้สึกตัวเป็นทุนเดิม&lt;br /&gt;จึงทำให้เราเผลอไปจัดการอะไรบางอย่างต่อความโกรธที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในการฝึก เราอาจไปเกิดความรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;หลังจากเผลอไปจัดการกับความโกรธก็ได้ ขอให้เข้าใจไว้ว่า&lt;br /&gt;อาการแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่ว่าเราฝึกแล้วมีข้อผิดพลาด&lt;br /&gt;ขอเพียงแค่ ให้แค่ดูต่อไปในทันทีที่รู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;(รู้สึกตัวขณะใด ก็แค่ดูต่อไปเท่านั้น)&lt;br /&gt;อย่างนี้ก็นับว่าเราได้ฝึกดูกายดูจิตถูกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝึกดูกาย ฝึกดูจิต ของแต่ละคนนั้น&lt;br /&gt;จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเกิดอารมณ์เหมือน ๆ กัน&lt;br /&gt;เช่น ในขณะที่เกิดความโกรธ&lt;br /&gt;บางคนเมื่อดูจิต อาจจะเห็นว่าตัวเองกำลังโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากให้หายโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากด่าคนที่ทำให้โกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;ในขณะที่บางคนอาจเห็นแค่ว่า มีความโกรธเกิดขึ้นนิดนึงก็รู้สึกตัวได้&lt;br /&gt;แล้วความโกรธก็จางหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในการฝึก เราจะเห็นอะไร เห็นแค่ไหน&lt;br /&gt;ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญจะอยู่ตรงที่&lt;br /&gt;เห็นแล้วเราต้องมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น เมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น&lt;br /&gt;เราก็จะแค่ดูสิ่งที่กำลังปรากฏในจิตในใจได้&lt;br /&gt;ดังนั้นอย่าพยายามฝึกให้เห็นให้เป็นเหมือนคนอื่นเชียวนะ&lt;br /&gt;ใครเขาฝึกแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนเราก็ฝึกของเราไป&lt;br /&gt;ขอเพียงเมื่อรับรู้อะไรได้ชัดแล้วมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นก็ แค่ดู ต่อไปเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707616326934412?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707616326934412'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707616326934412'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707616326934412' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๗'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707564645377545</id><published>2005-05-26T09:46:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T09:47:26.456+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๘</title><content type='html'>ตอนที่ ๘&lt;br /&gt;การฝึกดูกาย – ดูจิต ต้องระวังอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องระวังอะไรบ้างเหรอ…ก็คงมีไม่กี่อย่างที่ต้องระวังกัน&lt;br /&gt;ที่สำคัญคือให้ระวังในเรื่องของการบังคับกายบังคับจิต&lt;br /&gt;คือ อย่าบังคับกาย อย่าบังคับจิต&lt;br /&gt;อย่าทำให้กายหรือจิตมีอาการเป็นไปตามที่เราต้องการ&lt;br /&gt;เช่น เมื่อฝึกดูกายด้วยการดูลมหายใจ ก็ไม่ต้องคอยบังคับลมหายใจ&lt;br /&gt;หรือคอยปรับลมหายใจให้สั้นให้ยาวแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ปล่อยให้ร่างกายหายใจสั้นหรือยาวไปตามที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;แล้วเราแค่ดูลมหายใจนั้นไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจสั้น ก็แค่ดูลมหายใจที่สั้นนั้น&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจยาว ก็แค่ดูลมหายใจที่ยาวนั้น&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจหยาบ ก็แค่ดูลมหายใจที่หยาบนั้น&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจละเอียด ก็แค่ดูลมหายใจที่ละเอียดนั้น&lt;br /&gt;เพียงแค่นี้ก็จะรู้แจ้งได้ โดยไม่ต้องทำลมหายใจให้เป็นแบบนั้นแบบนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทำนองเดียวกัน ถ้าจะฝึกดูกายด้วยอิริยาบถใดก็ตาม&lt;br /&gt;หรือฝึกดูกายด้วยการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตาม&lt;br /&gt;ก็ไม่ต้องบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย&lt;br /&gt;ปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามปกติธรรมดา&lt;br /&gt;เช่น การเดิน ก็เดินไปตามปกติธรรมดา&lt;br /&gt;จะเดินช้าเดินเร็วก็ปล่อยไปตามปกติ แล้วก็แค่ดูกายที่กำลังเดินไปเท่านั้น&lt;br /&gt;และถ้าในระหว่างเดิน เกิดไปรู้สึกชัดอยู่ที่ความปวดเมื่อย&lt;br /&gt;ก็แค่ดูความปวดเมื่อยนั้นต่อไป&lt;br /&gt;หรือถ้านั่ง ๆ อยู่แล้วปวดเมื่อย แต่เกิดไปรู้สึกชัดที่ร่างกายซึ่งกำลังขยับ&lt;br /&gt;เพื่อบรรเทาความปวดเมื่อย ก็แค่ดูกายที่ขยับต่อไป&lt;br /&gt;อย่าใช้วิธีการบังคับ กดข่มความปวดเมื่อยด้วยการกระทำใด ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการฝึกดูจิตก็เหมือนกัน&lt;br /&gt;อย่าบังคับจิตให้เกิดอาการตามที่ต้องการ&lt;br /&gt;ปล่อยให้จิตมีสิ่งต่าง ๆ ปรากฏขึ้นตามเหตุปัจจัย&lt;br /&gt;เช่น ถ้ามีเหตุให้จิตเกิดความโกรธก็ปล่อยไป&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความโกรธแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป&lt;br /&gt;หรือถ้าจิตมีเหตุให้เกิดความยินดีในกามก็ปล่อยไป&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความยินดีในกามแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป&lt;br /&gt;หรือถ้าจิตมีเหตุให้ความคิดฟุ้งซ่านก็ปล่อยไป&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตคิดฟุ้งซ่านแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ...แล้วอย่าบังคับตัวเองให้เอาแต่ดูกาย หรือเอาแต่ดูจิตอย่างเดียวนะ&lt;br /&gt;ให้ดูแบบที่เคยบอกไว้ในตอนที่แล้วคือ&lt;br /&gt;หากมีการรับรู้ทางกายได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูกายไป&lt;br /&gt;หากมีการรับรู้ทางใจได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูจิตไป&lt;br /&gt;ไม่ต้องคอยดึงการรับรู้เอาไว้ที่ใดที่หนึ่งหรือทางใดทางหนึ่ง&lt;br /&gt;ปล่อยให้การรับรู้เป็นไปตามแต่ที่จะรู้ได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอย้ำอีกครั้งนะว่า การฝึกดูกาย ฝึกดูจิตที่ดีที่สุดนั้น&lt;br /&gt;ต้องไม่บังคับกาย ไม่บังคับจิตเพื่อให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้&lt;br /&gt;ปล่อยให้กาย ปล่อยให้จิตเป็นไปตามเหตุหรือตามที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;ถ้าไปพยายามบังคับกาย พยายามบังคับจิตเมื่อใด&lt;br /&gt;จะทำให้เกิดความรู้สึกตัวที่แท้จริงไม่ได้&lt;br /&gt;เมื่อรู้สึกตัวไม่ได้ ก็แค่ดูไม่ได้ ฝึกไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการไม่บังคับกาย บังคับจิตแล้ว ยังมีข้อที่ควรระวังอีก คือ&lt;br /&gt;อย่าตั้งเกณฑ์ว่าเราต้องดูกายดูจิตให้ได้บ่อยแค่นั้นแค่นี้&lt;br /&gt;ไม่ต้องรีบเร่งฝึกให้ได้ผลเร็ว ๆ ฝึกแล้วได้ผลแค่ไหนก็แค่นั้นไปก่อน&lt;br /&gt;ให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอก็พอแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรนะ...&lt;br /&gt;ต้องระวังไม่ให้เผลอไป หรือต้องระวังให้รู้สึกตัวเอาไว้หรือเปล่าเหรอ&lt;br /&gt;อ้าวแล้วกัน...ถามแบบนี้แสดงว่า&lt;br /&gt;ยังไม่เข้าใจเรื่องของความรู้สึกตัวหรือเรื่องของการเผลอไป&lt;br /&gt;หรือไม่ก็คงลืมเรื่องที่เคยบอกว่า เผลอไปนั้นเป็นเรื่องปกติของทุกคน&lt;br /&gt;เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้&lt;br /&gt;หรือแม้แต่เมื่อเกิดรู้สึกตัวขึ้นมา เราจะบังคับควบคุมให้รู้สึกตัวนาน ๆ ก็ไม่ได้&lt;br /&gt;ความรู้สึกตัวหรือการแค่ดูนั้น จะเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แล้วก็จะเผลอไปอีก&lt;br /&gt;เมื่อเผลอไปแล้วเกิดมีการรับรู้ทางกายทางใจชัดขึ้น&lt;br /&gt;จิตที่ผ่านการฝึกมาตามสมควรจนจดจำสภาวะของสิ่งที่รับรู้ได้&lt;br /&gt;ก็จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเอง รู้สึกตัวแล้วก็เผลอไป เผลอไปแล้วก็รู้สึกตัว&lt;br /&gt;จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้&lt;br /&gt;ที่จะได้ก็มีแต่ เพียรฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707564645377545?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707564645377545'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707564645377545'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707564645377545' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๘'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-13181398.post-111707554389256061</id><published>2005-05-26T09:41:00.000+07:00</published><updated>2005-05-26T09:45:43.896+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๙</title><content type='html'>ตอนที่ ๙&lt;br /&gt;รู้แจ้งอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อแค่ดูกาย แค่ดูจิตได้ ก็จะเห็นกายนี้ เห็นจิตนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกดูถูกรู้อยู่&lt;br /&gt;เมื่อแค่ดูไปเรื่อย ๆ บ่อย ๆ และต่อเนื่องสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;ก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นได้ว่า&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ย่อมเป็นทุกข์&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ไม่อาจจะบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้&lt;br /&gt;และไม่ควรที่จะไปยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวเราของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเกิดขึ้นของความรู้แจ้งที่ว่านี้&lt;br /&gt;ต้องเป็นการเกิดขึ้นจากการที่เราแค่ดูกาย แค่ดูจิตอยู่เรื่อย ๆ&lt;br /&gt;ไม่ใช่เกิดจากการที่เราบังคับควบคุม หรือพยายามทำกาย ทำใจ ทำจิต&lt;br /&gt;ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่ใช่เกิดจากการอ่าน การฟัง การคิด ๆ เอาหรอกนะ&lt;br /&gt;และถึงแม้ใครจะอ่านมากแค่ไหน ฟังมากแค่ไหน คิด ๆ เอามากแค่ไหน&lt;br /&gt;หรือใครจะเข้าใจ จดจำ ข้อธรรมต่าง ๆ ได้มากแค่ไหนก็ตามเถอะ&lt;br /&gt;ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกดูกาย ฝึกดูจิต แบบแค่ดูมาก่อนละก็&lt;br /&gt;สิ่งที่เข้าใจ จดจำได้นั้น จะเป็นเพียงความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การรู้แจ้งแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อแค่ดูจนรู้แจ้งได้แล้ว&lt;br /&gt;ความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง&lt;br /&gt;ก็จะลดน้อยลงจนหมดสิ้นไปตามลำดับ&lt;br /&gt;ความหมดสิ้นไปของความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลาย&lt;br /&gt;จนกระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่กายและจิตตัวเองนี่แหละ&lt;br /&gt;ที่เป็นที่สุดของพุทธศาสนา&lt;br /&gt;การที่เราพากเพียรปฏิบัติเจริญภาวนากันมา&lt;br /&gt;ก็เพื่อที่สุดของพระพุทธศาสนากันไม่ใช่เหรอ&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นอย่าได้ทำอะไรให้เป็นการเนิ่นช้าเสียเวลาอยู่เลย&lt;br /&gt;ตั้งใจเพียรฝึกดูกาย ดูจิต กันเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไม่แน่นะ....เมื่อฝึกดูกาย ดูจิต แบบแค่ดูแล้ว&lt;br /&gt;อาจทำให้เรารู้แจ้งขึ้นได้ง่าย ๆ&lt;br /&gt;จนถึงกับยิ้มออกมาว่า&lt;br /&gt;มรรคผลพระนิพพานมีอยู่จริง....&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา&lt;br /&gt;พฤษภาคม ๒๕๔๘&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/13181398-111707554389256061?l=kaedoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707554389256061'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/13181398/posts/default/111707554389256061'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://kaedoo.blogspot.com/2005_05_01_archive.html#111707554389256061' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๙'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author></entry></feed>
