แค่ดู ก็รู้แจ้ง

เป็นวิธีการปฎิบัติที่เรียบง่ายเป็นที่สุด แต่ตรงคามคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตร

โดย อาจารย์ สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 26, 2548

แค่ดูก็รู้แจ้ง (ฉบับใหม่)

จากความเห็นที่หลวงพ่อได้เมตตาแสดงไว้
ผมจึงตัดสินใจเขียน แค่ดูก็รู้แจ้ง ขึ้นใหม่
โดยนำบางส่วนของฉบับเดิมมาที่พอจะใช้ได้มาใส่ไว้
ซึ่งเนื้อหาจะเน้นไปที่การฝึกด้วยการรู้ว่าเผลอไปเป็นหลัก
เหมือน ๆ กับที่เคยเขียนไว้ใน รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน
หรือใครจะมองว่าเป็น รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน ฉบับพิสดาร ก็ได้ครับ

แค่ดูก็รู้แจ้ง - เกริ่นนำ

บางคนอาจคิดว่า แค่ดู ในที่นี้เป็นการเล่นคำซะมากกว่า
ขอบอกอย่างจริงใจว่า ไม่ได้คิดจะเล่นคำแต่อย่างใด
แต่ตั้งใจอย่างมากเลยที่จะบอกว่า ให้ดู...ดูจริง ๆ ไม่ใช่ทำ
เปรียบเหมือนเราดูเด็กวิ่งเล่นซุกซนกัน โดยที่เราไม่ได้ไปวิ่งเล่นด้วย
และไม่แม้กระทั่งจะส่งเสียงบอกว่า อย่าซน... เมื่อยามที่เด็กกำลังซนมาก ๆ
การดูเด็กที่กำลังวิ่งซุกซนโดยไม่เข้าไปทำอะไรเลยนั้น หากดูอยู่บ่อย ๆ
จะทำให้เราเกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมของเด็กได้ว่า
เด็กคนไหนมีพฤติกรรมอย่างไร มีอารมณ์เป็นอย่างไร
การดูกาย หรือดูจิต ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ เพียงแค่ดูกาย หรือเพียงแค่ดูจิต
โดยไม่ทำการแทรกแซงหรือควบคุมกายและจิตตามที่ต้องการ
ด้วยความเห็นผิดว่าการแทรกแซงหรือควบคุมนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้
แค่ดู ๆ ไป ก็จะรู้แจ้งในความเป็นจริงของกายและจิตได้

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๑

ตอนที่ ๑
เชื่อไหมว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้

ถ้ามีใครมาบอกว่า...
ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้

จะคิดกันยังไง? จะเชื่อไหม?
ยากที่จะเชื่อซินะ ที่ยากจะเชื่อก็คงเพราะ
เราคุ้นเคยกันอยู่ว่า การจะรู้แจ้งได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
ต้องทุ่มเทปฏิบัติกันเอาเป็นเอาตายทีเดียว
ไหนจะต้องรักษาศีล ไหนจะต้องทำสมาธิ ไหนจะต้องทำวิปัสสนา
จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้มาบอกว่า
ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้ แล้วใครจะเชื่อล่ะ?

เอาละยังไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่อย่าเพิ่งปิดแล้วก็วางลงซะก่อนก็แล้วกัน
ลองอ่านไปดูไปก่อนจนจบ ถ้าอ่านไปดูไปแล้วไม่เห็นทางที่จะรู้แจ้งได้จริง
ถึงตอนนั้นจะไม่เชื่อก็ไม่ว่ากันหรอก
แต่ตอนนี้จะกระซิบบอกใกล้ ๆ ก่อนว่า...
อ่านไปดูไปแล้วจะเข้าใจว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้จริง
และถ้าได้ดูกันอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจริง ๆ จัง ๆ ละก็ เป็นอันต้องรู้แจ้งแน่ ๆ

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๒
ดูอะไร ดูอย่างไร

ตอบไม่ยาก...
ก็ดูกาย ดูใจ หรือดูจิตของตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องไปดูของใครที่ไหนหรอก

เรื่องการดูกาย ดูใจ หรือดูจิตตัวเองนี้
นับได้ว่าเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้ง
และเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้แจ้งไปก่อนแล้วได้สั่งสอนเอาไว้
อย่างเช่นที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้สอนไว้ว่า
นักปฏิบัติไม่สนใจดูกายดูใจของตัวเอง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน...

หรือที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้สอนไว้ว่า
หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง
เมื่อเข้าใจจิตตัวเองลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม....

จริง ๆ แล้ว ดูกาย ดูใจ หรือดูจิต เป็นภาษาที่เรียบง่าย
ง่ายจนไม่ต้องแปล ไม่ต้องตีความ กันแต่อย่างใด
ดู ก็คือ ดู ... ดู ไม่ใช่ทำ
แต่ดูอย่างไรนี่ซิที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี เพราะดูตามภาษาธรรมนั้น
จะหมายถึงการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
รับรู้ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่รับรู้แบบลืมเนื้อลืมตัวหรือลืมกายลืมใจตัวเอง

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๓

ตอนที่ ๓
รู้สึกตัวเป็นอย่างไร เผลอไปเป็นอย่างไร

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ดู ในภาษาธรรมนั้น
คือการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกตัว
ถ้ามีความรู้สึกตัวในขณะรับรู้สิ่งต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจก็ตาม
การรับรู้จะเป็นเพียงแค่ดู แค่รู้ โดยที่จิตใจจะมีความตั้งมั่น ไม่ลืมตัวเอง
ไม่เกิดความพอใจ ไม่เกิดความไม่พอใจ (หรือที่พูดกันว่า เป็นกลาง ๆ)
เมื่อไม่เกิดความพอใจ - ไม่พอใจ เราก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ
แบบสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็น ไม่มีความพยายามดิ้นรนที่จะ
เข้าไปจัดการหรือกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังรับรู้อยู่
ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกรู้ถูกดูอยู่นั้นแสดงบทบาทของมันไปตามที่ควรจะเป็น

ลองนึกถึงตอนที่ดูทีวีรายการสุดโปรดซิ นึกออกไหมว่าเราดูแบบไหน
ดูแบบที่การรับรู้ไปอยู่ที่ทีวีทั้งหมดจนลืมตัวเองไปเลย ใช่หรือเปล่า?
หรือเวลาดูละครเรื่องโปรดที่เราสงสารนางเอกมาก ๆ
พอนางเอกโดนตัวร้ายกลั่นแกล้ง เราก็จะไม่พอใจถึงกับออกปากว่า
เอาเลย ตบมันเลย ยอมให้มันทำอยู่ทำไม...ใครเคยเป็นบ้าง?
หรือเวลาดูฟุตบอล พอทีมที่เราเชียร์ยิงประตูฝ่ายตรงข้าม
เราก็ลืมตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนบิดตัวช่วยให้ลูกฟุตบอลโค้งเข้าประตู
เคยเป็นกันใช่ไหม?

อ้อ…มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะทำให้หนุ่ม ๆ เข้าใจได้ดีก็คือ
เวลาที่เรา (หนุ่ม ๆ - จะหนุ่มมากหนุ่มน้อยก็ตามเถอะ)
เดินไปเจอสาว ๆ ที่หุ่นดี หน้าตาสวยถูกใจ ทันทีที่เห็น
สายตาและความรู้สึกจะพุ่งไปจับจ้องที่สาวสวยคนนั้น จนลืมตัวเองไปทันที

ที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ เป็นตัวอย่างการรับรู้ทางตา
รับรู้แบบที่เราส่งใจทั้งหมดไปอยู่กับสิ่งที่กำลังมองเห็น
เหมือนโลกทั้งโลกมีแต่สิ่งที่กำลังมองเท่านั้น ไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองอยู่เลย
การดูแบบนี้ เป็นการดูแบบลืมตัว ไม่รู้สึกตัว หรือจะพูดว่าเผลอไปก็ได้

ในทางกลับกัน ถ้าเรากำลังดูทีวีด้วยความรู้สึกตัว
เราก็จะดูไปพร้อม ๆ กับรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้ดู
จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้อยู่แต่ในจอทีวีเท่านั้น
หรือถ้ากำลังพูดโทรศัพท์ก็เหมือนกัน หากเราพูดด้วยความรู้สึกตัว
เราจะรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้พูดอยู่
จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้แต่เรื่องที่กำลังพูดกำลังคุยเท่านั้น

หากใครเข้าใจได้ว่าตอนที่เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปนั้นเป็นอย่างไร
ก็จะเข้าใจได้ว่า รู้สึกตัว นั้นเป็นอย่างไร เพราะความรู้สึกตัว
จะมีลักษณะของการรับรู้สิ่งต่าง ๆ แบบไม่ลืมตัวเอง หรือไม่เผลอไปนั่นเอง

พอจะเข้าใจกันแล้วนะว่า เผลอไปเป็นอย่างไร รู้สึกตัวเป็นอย่างไร
ถ้ายังไม่เข้าใจหรือยังไม่แน่ใจ ก็อ่านทวนซ้ำอีกสักรอบสองรอบก็แล้วกัน

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๔
หัดดูของจริงว่า…เผลอไปจริงไหม

เอาล่ะ ทีนี้ก็ลองหัดดูของจริงกันซิว่า เรามีการเผลอไปจริงไหม
หัดยังไงเหรอ?
ก็สังเกตดูไปแบบสบาย ๆ ว่า
ในขณะที่เราทำโน่นทำนี่ เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปบ้างไหม
หัดดูไปแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเคร่งเครียด หัดดูซิว่า
แปรงฟัน...เผลอไปบ้างไหม
อาบน้ำ…เผลอไปบ้างไหม
กินข้าว…เผลอไปบ้างไหม
กวาดบ้าน ถูบ้าน…เผลอไปบ้างไหม
เดินไปโน่นไปนี่…เผลอไปบ้างไหม
ขับรถ…เผลอไปบ้างไหม
พูดโทรศัพท์…เผลอไปบ้างไหม
อ่านหนังสือพิมพ์…เผลอไปบ้างไหม
ฯลฯ
เอาล่ะ…ปิดหนังสือแล้วลองหัดดูไปแบบสบาย ๆ ได้แล้ว

เป็นยังไงล่ะ...
พอจะเห็นจริง ๆ ได้แล้วซิว่า ในแต่ละวัน เรามีการเผลอไปจริง ๆ

ยังไม่แน่ใจอีกเหรอ...ถ้างั้นก็อย่าเพิ่งอ่านตอนต่อไป
หัดดูไปอีกหน่อย จนแน่ใจว่าเรามีการเผลอไปจริง ๆ

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๕
หัดดูว่า…เมื่อกี้เผลอไป

จากที่หัดดูว่า…เผลอไปจริงไหม จนเห็นว่าเราเผลอไปจริง ๆ แล้ว
เคยเห็นบ้างไหมว่า จะมีบางครั้งที่เกิดรู้สึกแวบขึ้นมาเองว่า…เมื่อกี้เผลอไป

ยังไม่เคยเห็นเหรอ…ยังไม่เห็นก็ไม่เป็นไร
แต่อย่าอยากเห็นจนถึงกับคอยจ้องดูซะจนอึดอัดก็แล้วกัน
ให้หัดดูไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ เดี๋ยวก็เห็นเองแหละ

ได้ยินเสียงใครถามอะไร?
สงสัยอะไรกันเหรอ?
ดูออกไหมว่า เมื่อกี้ที่เราสงสัยอยากถามนั้น เราเผลอไปแล้วนะ

ถามหน่อยเถอะนะว่า
แล้วขณะที่กำลังอ่าน แค่ดูก็รู้แจ้ง อยู่ขณะนี้นะ ดูออกไหมว่า
เราเผลอไปหรือเปล่า?
เผลอไปเหรอ…ดีแล้วหัดดูต่อไป

เสียงใครบอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย…
ใครที่บอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย ขอให้ดูใหม่นะ
เพราะขณะที่กำลังอ่านอยู่นี้ ถ้าไม่เคยฝึกรู้สึกตัวมาก่อน
หรือฝึกยังไม่มากพอ ก็จะอ่านแบบเพลิดเพลินหรือตั้งใจ จนลืมตัวเองไปเลย

การอ่าน การฟัง หรือแม้แต่การครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ
แล้วสามารถจดจำเรื่องราวได้ดี เข้าใจเรื่องราวได้ดี
ไม่ใช่อาการบ่งบอกว่าเรารู้สึกตัวหรือไม่ได้เผลอไปหรอกนะ
เพราะรู้สึกตัวหรือไม่นั้น ไม่ได้เอาความจำความเข้าใจเป็นเกณฑ์ตัดสิน
แต่จะใช้อาการลืมตัวเองหรือไม่เป็นเกณฑ์ตัดสิน
ถ้าลืมตัวเองก็คือเผลอไปหรือไม่รู้สึกตัว

ใครที่ดูออกแล้วว่า เมื่อกี้เผลอไป
ก็ให้หัดดูต่อไปอีกว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น
จิตใจเรามีอาการเป็นอย่างไรบ้าง
แต่เตือนไว้ก่อนนะว่า ให้หัดดูแบบ แค่ดู เท่านั้น อย่าเพ่งจ้องเป็นอันขาด
ถ้ายังดูไม่ออกก็ไม่ต้องเร่งดูให้ออก ดูไม่ออกก็แค่ดูว่าเมื่อกี้เผลอไปเรื่อย ๆ ก่อน
แล้วจะเห็นเองว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น จิตใจเราเป็นอย่างไร

เห็นแล้วใช่ไหมว่า…ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น
ก็คือแวบเดียวกับที่เราหายเผลอ หรือเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง
จะรู้สึกเหมือนจิตใจตื่นขึ้น เบิกบานขึ้น เบาสบายขึ้น
(หายอึดอัด หายเคร่งเครียด คิดอะไรอยู่ก็หยุดคิด)
แล้วก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้แบบสักแต่ว่ารู้
มีความเป็นกลาง ๆ คือไม่มีความพอใจ และไม่มีความไม่พอใจ
อาการแบบนี้แหละที่เป็นอาการบ่งบอกถึง ความรู้สึกตัว
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการดูกาย ดูจิต คือเมื่อใดที่มีความรู้สึกตัว
เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู เมื่อแค่ดูได้ก็จะรู้แจ้งได้

นั่น ๆ …อย่าทำแบบนั้น อย่าพยายามทำไม่ให้เผลอไปเชียวนะ
ทำยังไงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะการเผลอไปเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน
การที่เราไปบังคับหรือพยายามทำให้ไม่เผลอนั้น ก็คือเผลอไปเหมือนกัน
เพราะเมื่อไหร่ที่เราพยายามทำเพื่อไม่ให้เผลอ เราก็จะลืมตัวเอง
แล้วไปจงใจสร้างหรือทำความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกสร้างถูกทำขึ้นมานั้น
จะไม่ใช่ความรู้สึกตัวที่แท้จริง และจะใช้ในการดูเพื่อให้รู้แจ้งไม่ได้
สังเกตดูซิ เวลาที่เราพยายามทำไม่ให้เผลอนั้น
จิตใจเราจะไม่เบาสบายหรอก มันจะมีความอึดอัด
หรือเป็นกลุ่มก้อนจุกแน่นขึ้นไม่มากก็น้อย
บางคนอาจถึงกับจุกแน่นที่ร่างกายเลยทีเดียว
การพยายามไม่เผลอนั้น เป็นการทำ…ไม่ใช่แค่ดูแล้ว
อย่าลืมซิว่า ดู…ไม่ใช่ทำ มันจะเผลอก็ต้องเผลอไป
เราแค่ดูจนรู้สึกได้ว่า เมื่อกี้เผลอไป เท่านั้น

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๖

ตอนที่ ๖
ฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันด้วยการรู้ว่า เมื่อกี้เผลอไป

อย่ารีบร้อนซิ ยังดูกายดูจิตไม่ได้หรอก
ใครรีบร้อนจะดูกายดูจิตตอนนี้ก็จะ แค่ดู ไม่ได้แน่
เพราะเรายังไม่มีความเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว
(เราเคยชินกับการไม่รู้สึกตัวกันมานาน)
ต้องหัดรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ จนเคยชินกันก่อน ไม่ต้องรีบร้อนหรอก
เมื่อรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ จนเคยชินแล้ว
ถึงไม่คิดจะดูกายดูจิตก็อาจจะดูได้เองเลย
แต่ถ้ายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวได้แค่วันละไม่กี่ครั้ง
แล้วไปหัดดูกาย ดูจิต เข้าละก็ ร้อยทั้งร้อย
(หย่อนให้เหลือร้อยละ ๙๙ ก็ได้) จะไม่สามารถ
แค่ดูกาย หรือแค่ดูจิตได้หรอก แต่จะกลายเป็นเพ่งจ้องกาย เพ่งจ้องจิต
หรือไม่ก็เอาแต่แก้ กดข่ม ทำลายอาการของกายของจิตที่ตัวเองไม่ชอบใจ
หรือไม่ก็เอาแต่สร้างเอาแต่ปั้นเอาแต่ประคองรักษา
อาการของกายของจิตที่ตัวเองชอบใจเอาไว้ให้คงอยู่นาน ๆ
การเพ่ง การแก้ การกดข่ม การทำลาย การสร้าง การปั้น การรักษา
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ไม่ใช่การดูกาย ดูจิต เพื่อความรู้แจ้งหรอก
แล้วก็จำเอาไว้ให้แม่น ๆ นะว่า ดูกาย ดูจิต นั้นต้อง แค่ดู …ไม่ใช่ทำ

เอาล่ะ ทีนี้ก็ฝึกดูว่า เมื่อกี้เผลอไป ในระหว่างใช้ชีวิตประจำวันนี่แหละ
ที่ให้ฝึกก็เพื่อ เมื่อรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไป ก็เท่ากับเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง
ถ้ารู้ว่าเผลอไปได้บ่อย ๆ ก็คือรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ นั่นเอง

การฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันนี้
ไม่ใช่ว่าต้องรู้สึกตัวกันทุก ๆ วินาทีหรอกนะ
เพราะอย่างเรา ๆ จะยังไม่สามารถรู้สึกตัวได้ทุก ๆ วินาทีหรอก
และถ้าเพิ่งเริ่มฝึกก็จะรู้สึกตัวได้นาน ๆ ครั้ง หรือวันละไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ต้องใช้ความพากเพียรฝึก จึงจะทำให้สามารถรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ
ดังนั้นจึงไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้ทุก ๆ วินาที
ไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้มากแค่ไหน
แค่ตั้งใจไว้ว่า เราจะฝึกให้รู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ เท่านั้น
ฝึกแล้วจะรู้สึกตัวได้บ่อยแค่ไหนก็ให้พอใจแค่นั้นก่อน
แล้วเพียรฝึกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีความเคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ

แล้วจะฝึกกันในช่วงไหนกันดีล่ะ เพราะแต่ละวันต้องทำโน่นทำนี่กันทั้งวันเลย
เอาที่น่าจะง่ายที่สุดก่อนก็แล้วกันคือ
ฝึกตอนที่กำลังเดิน เดินไปไหนก็ได้ เดินไปห้องน้ำ เดินไปหยิบของ
เดินไปหาเพื่อน เดินออกกำลังกาย เดินไปทานข้าว เดินเล่น เดิน...
ฝึกเพื่อให้เราเกิดรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไปขณะกำลังเดิน
ลองฝึกกันก่อน แล้วค่อยอ่านกันต่อก็ได้นะ….

เป็นยังไงบ้าง ฝึกได้ผลยังไงบ้างล่ะ
พอจะรู้ว่าเมื่อกี้เผลอไปได้บ้างไม่ได้บ้างใช่ไหม
ถ้าใช่ก็แสดงว่าฝึกได้ดีแล้ว ฝึกต่อไปเรื่อย ๆ เถอะ

แล้วรู้สึกบ้างไหมว่า แรก ๆ ที่ฝึก เรายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ
จึงมักจะเดินไปแต่ไม่รู้สึกตัว หรือมักจะเดินเผลอไป
เพราะมัวแต่ส่งใจไปดูอะไรบางอย่าง เช่นเดินไปเกิดเห็นของถูกใจ
ก็เลยเอาแต่ดูของที่ถูกใจจนลืมตัวเองไปเลย
หรือไม่ก็เดินไปคิดอะไรบางเรื่องไปด้วย คิดจนลืมตัวเองไปเลย
ถ้านึกดูดี ๆ จะนึกออกว่าตอนที่เผลอไปนั้น เราเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
มารู้อีกทีก็เหมือนตื่นขึ้นมาจากฝัน แล้วก็รู้แวบขึ้นว่า อ้าว...เมื่อกี้เผลอไป
สำหรับบางคนอาจนึกออกอีกว่าเมื่อกี้เผลอไปนาน หรือเผลอไปเดี๋ยวเดียว

นอกจากจะฝึกรู้สึกตัวด้วยการเดินแล้ว
ก็ยังสามารถฝึกด้วยกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันได้ทุกอย่าง
ฝึกได้ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนค่ำ
และกิจกรรมที่สามารถใช้เป็นการฝึกได้ดีมาก ๆ ก็คือ
กิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น ทำงานบ้าน
ทั้งกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า ทำอาหาร ล้างถ้วยล้างชาม ล้างรถ
เพราะหากต้องใช้ความคิดเมื่อไหร่ ก็จะรู้สึกตัวได้ยากมาก ๆ จนถึงไม่ได้เลย

เพียรฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อย ๆ กันก่อนนะ
นึกได้เมื่อใด สะดวกเมื่อใดก็ฝึกเมื่อนั้น
ฝึกให้บ่อย ๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวย และถ้าเห็นว่าเราทำกิจกรรมใดแล้ว
สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่ายละก็
หากไม่มีอะไรต้องทำหรืออยู่ว่าง ๆ ละก็
ให้ทำกิจกรรมนั้นก็จะยิ่งเป็นการดี เช่น ใครที่เดินแล้ว
สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็ลุกเดินไปโน่นไปนี่ซะ
ใครที่กวาดบ้านแล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปได้ง่าย
หรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็กวาดบ้านซะ
ใครที่.....แล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็.....ซะ

อยู่ที่ทำงานน่ะเหรอ…
เห็นทีจะฝึกยากมากทีเดียวแหละ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความคิด
แล้วก็ไม่แนะนำให้ฝึกด้วยนะ เพราะฝึกไปแล้วจะคิดเรื่องงานไม่ออก
เนื่องจากเมื่อรู้สึกตัวขึ้น ความคิดต่าง ๆ จะดับลง
ยิ่งถ้ารู้ตัวบ่อย ๆ ก็จะคิดเรื่องงานไม่ออกเอาซะเลย
เกิดทำงานไม่เสร็จเดี๋ยวถูกไล่ออกแล้วจะเดือดร้อน
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะฝึกในที่ทำงานไม่ได้เลยหรอกนะ
ถ้าตั้งใจฝึกจริง ๆ ก็ได้ เพราะเราคงไม่ได้คิดเรื่องงานตลอดเวลาหรอก
ต้องมีลุกไปห้องน้ำบ้าง ไปหยิบของบ้าง เดินไปโน่นไปนี่บ้าง
แล้วก็ยังมีเวลาพักอีก ถ้าฝึกตอนนี้ได้ ก็จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ เหมือนกัน

นึกแล้วเชียวว่า ต้องมีคนถามว่า
ที่ให้ฝึกรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ นั้น ต้องรู้สึกตัวกันวันละกี่ครั้ง?
แหม..จะนับกันเลยเหรอว่ารู้สึกตัวได้วันละกี่ครั้ง
คงเหมือนกับถ้าให้เรานับว่า วัน ๆ เราเดินกี่ก้าว เรานับได้เหรอ
นับไม่ได้หรอก เพราะนับไปเดี๋ยวเดียวก็เผลอแล้วก็หลงลืมกันแล้ว
เพราะฉะนั้นไม่ต้องนับ ไม่ต้องสนใจเลยว่าเรารู้สึกตัวได้กี่ครั้ง
ขอเพียงให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็พอ ฝึกไปจนเคยชินที่จะรู้สึกตัว

หลักสำคัญในการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนั้นจะอยู่ที่
เมื่อรู้ว่าเผลอไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีก ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องประคองเพื่อให้รู้สึกตัวได้นาน ๆ ให้ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปตามปกติ
ฝึกไปเรื่อย ๆ นะ ฝึกไปจนกว่าจะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ และเคยชินที่จะรู้สึกตัว
แล้วจะได้ฝึกดูกายดูจิตกันได้อย่างถูกต้องต่อไป

อันที่จริงการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนี้
ก็คือการดูจิตอย่างหนึ่งนั่นเอง เพราะเมื่อฝึก ๆ ไป
เราก็จะรู้ความจริงบางอย่างของจิตใจเราเองว่า เราจะ เผลอ-รู้สึกตัว สลับกันไปเรื่อย ๆ
โดยที่เราไม่สามารถบังคับให้ตัวเองรู้สึกตัว หรือบังคับไม่ให้เผลอได้
จิตที่ว่าเป็นจิตของเรานั้น เอาเข้าจริง ๆ มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราสักหน่อย เพราะมันจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัยว่าเป็นอย่างไร
เราไปสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจต้องการไม่ได้

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๗

ตอนที่ ๗
ฝึกดูกาย-ดูจิตต่อไป

พูดถึงดูกาย ดูจิต กันมาตั้งนาน
เข้าใจหรือยังว่า ดูกาย ดูจิต คืออะไร เข้าใจแล้วใช่ไหมว่า
ดูกาย ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางกายด้วยความรู้สึกตัว
ดูจิต ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางใจด้วยความรู้สึกตัว
เมื่อใดที่กำลังรับรู้สิ่งปรากฏด้วยความรู้สึกตัว
เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู หรือแค่รู้เท่านั้น
เหมือนเราทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รู้ ที่กำลังรู้อะไรบางอย่างในฐานะสิ่งที่ถูกรู้
ไม่มีการจงใจกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังถูกรู้อยู่
ไม่มีการบังคับ ไม่มีการกดข่มหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้นั้นดับไปด้วยความไม่พอใจ
ไม่มีการรักษาหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้ปรากฏอยู่ด้วยความพอใจ

ในการฝึกดูกายหรือฝึกดูจิตจึงไม่มีอะไรต้องทำ มีเพียงแค่ดูเท่านั้น
เมื่อใดที่แค่ดูได้ เมื่อนั้นก็คือการฝึกดูกายหรือดูจิต
แค่ดูกายไปเรื่อย ๆ บ้าง แค่ดูจิตไปเรื่อย ๆ บ้าง ก็จะรู้แจ้งได้เอง

สงสัยละซิว่า รู้แจ้งอะไร เอาไว้อ่านในตอนสุดท้ายก็แล้วกัน
ตอนนี้จะขอพูดถึงการฝึกกันซะก่อน

การฝึกดูกายหรือดูจิตนั้น จะไม่มีลำดับขั้นตอนตายตัวว่า
ต้องฝึกดูกายก่อน หรือฝึกดูจิตก่อน
เพราะแต่ละคนจะมีความถนัดไม่เหมือนกัน
บางคนจะถนัดดูกาย บางคนจะถนัดดูจิต
(ถนัดในที่นี้หมายถึงสามารถแค่ดู หรือรู้สึกตัวได้ง่ายเมื่อมีการรับสิ่งต่าง ๆ)
แล้วก็ยากและเหนือวิสัยทั่วไปที่ใครจะบอกได้ว่า
เราถนัดดูกาย หรือเราถนัดดูจิต แต่ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต
ก็อาจจะพอทราบจากตอนฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันแล้วว่า
เราถนัดดูกายหรือดูจิต เพราะในขณะฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน
ถ้าเราถนัดดูจิต เราจะรู้สึกตัวได้เสมอ ๆ เมื่อมีการรับรู้อารมณ์ทางใจ
เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่พอมีการรับรู้ทางใจ
เช่น รู้สึกว่ามีความโกรธเกิดขึ้น ก็สามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่า เราน่าจะมีความถนัดดูจิตมากกว่า
ส่วนใครที่เกิดรู้สึกตัวขึ้นได้เมื่อมีการรับรู้อาการไหวของร่างกาย
หรือมีการสัมผัสทางกาย เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
แต่พอมีการรับรู้ถึงขาที่กำลังก้าว หรือเท้าที่กำลังกระทบพื้น ก็เกิดรู้สึกตัวขึ้น
ถ้าเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าเราน่าจะมีความถนัดดูกายมากกว่า

แต่ไม่ว่าใครจะถนัดดูกายหรือถนัดดูจิตก็ตาม
เมื่อฝึก ๆ ไป การดูจะพลิกไปพลิกมาโดยตัวมันเอง
เดี๋ยวก็พลิกไปดูกาย อีกเดี๋ยวก็พลิกไปดูจิต แล้วแต่ว่าในขณะนั้น
สิ่งที่ปรากฏทางกายหรือทางใจจะถูกรู้ได้เด่นชัดกว่ากัน
เช่น ขณะที่เรากำลังเดินดูกายไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ก็เดินไปเจอคู่ปรับเก่าเข้า
พอตามองเห็นคู่ปรับเก่าเท่านั้นแหละ ความโกรธก็พุ่งปรู้ดขึ้นทันที
การรับรู้ก็จะไปเด่นชัดที่ความโกรธ และถ้าสามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้
ก็จะพลิกไปดูจิตได้โดยอัตโนมัติ ใครเป็นแบบนี้
ก็ไม่ต้องพยายามดึงความรู้สึกกลับไปเพื่อดูกายเชียวนะ
ปล่อยให้การรับรู้ไปอยู่กับสิ่งที่ปรากฏทางใจ แล้วเราก็ดูจิตต่อไปเลย
ในทางกลับกัน ถ้าดูจิตอยู่แล้วเกิดไปรู้สึกที่กายชัด
ก็ไม่ต้องดึงความรู้สึกกลับมาที่จิตที่ใจ ให้ดูกายต่อไปเลย

ในการฝึกดูกายหรือดูจิต ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแค่ดูได้ง่าย ๆ หรอกนะ
เพราะโดยธรรมชาติของคนเราที่ยังไม่รู้แจ้งถึงที่สุด
ย่อมต้องเกิดการกระทำบางอย่างขึ้นเสมอในระหว่างการฝึก
เช่น บางคนที่มีนิสัยขี้โมโหหรือโกรธง่าย และมีความเห็นว่า
โกรธไม่ดีนะ ต้องไม่โกรธ ดังนั้นพอมีการรับรู้ว่าโกรธแล้ว ก็จะแค่ดูไม่ได้
จะเผลอไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้หายโกรธ
ทำไปเพราะความไม่รู้ว่า การทำอย่างนั้นไม่ใช่เหตุที่จะทำให้รู้แจ้งได้
หรือทำไปเพราะหลงผิดไปเลยว่า การทำอย่างนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้
ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ได้ว่า ความโกรธเป็นเรื่องปกติของคนเรา
เราห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้ เมื่อมีเหตุพร้อม ความโกรธก็จะเกิดขึ้นทันที
และเราเองก็มีความไม่รู้สึกตัวเป็นทุนเดิม
จึงทำให้เราเผลอไปจัดการอะไรบางอย่างต่อความโกรธที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นในการฝึก เราอาจไปเกิดความรู้สึกตัวขึ้น
หลังจากเผลอไปจัดการกับความโกรธก็ได้ ขอให้เข้าใจไว้ว่า
อาการแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่ว่าเราฝึกแล้วมีข้อผิดพลาด
ขอเพียงแค่ ให้แค่ดูต่อไปในทันทีที่รู้สึกตัวขึ้น
(รู้สึกตัวขณะใด ก็แค่ดูต่อไปเท่านั้น)
อย่างนี้ก็นับว่าเราได้ฝึกดูกายดูจิตถูกแล้ว

การฝึกดูกาย ฝึกดูจิต ของแต่ละคนนั้น
จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเกิดอารมณ์เหมือน ๆ กัน
เช่น ในขณะที่เกิดความโกรธ
บางคนเมื่อดูจิต อาจจะเห็นว่าตัวเองกำลังโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น
บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากให้หายโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น
บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากด่าคนที่ทำให้โกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น
ในขณะที่บางคนอาจเห็นแค่ว่า มีความโกรธเกิดขึ้นนิดนึงก็รู้สึกตัวได้
แล้วความโกรธก็จางหายไป

เพราะฉะนั้นในการฝึก เราจะเห็นอะไร เห็นแค่ไหน
ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญจะอยู่ตรงที่
เห็นแล้วเราต้องมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น เมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น
เราก็จะแค่ดูสิ่งที่กำลังปรากฏในจิตในใจได้
ดังนั้นอย่าพยายามฝึกให้เห็นให้เป็นเหมือนคนอื่นเชียวนะ
ใครเขาฝึกแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนเราก็ฝึกของเราไป
ขอเพียงเมื่อรับรู้อะไรได้ชัดแล้วมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นก็ แค่ดู ต่อไปเท่านั้น

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๘

ตอนที่ ๘
การฝึกดูกาย – ดูจิต ต้องระวังอะไรบ้าง

ต้องระวังอะไรบ้างเหรอ…ก็คงมีไม่กี่อย่างที่ต้องระวังกัน
ที่สำคัญคือให้ระวังในเรื่องของการบังคับกายบังคับจิต
คือ อย่าบังคับกาย อย่าบังคับจิต
อย่าทำให้กายหรือจิตมีอาการเป็นไปตามที่เราต้องการ
เช่น เมื่อฝึกดูกายด้วยการดูลมหายใจ ก็ไม่ต้องคอยบังคับลมหายใจ
หรือคอยปรับลมหายใจให้สั้นให้ยาวแต่อย่างใด
ปล่อยให้ร่างกายหายใจสั้นหรือยาวไปตามที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ
แล้วเราแค่ดูลมหายใจนั้นไปเรื่อย ๆ
คราใดที่ลมหายใจสั้น ก็แค่ดูลมหายใจที่สั้นนั้น
คราใดที่ลมหายใจยาว ก็แค่ดูลมหายใจที่ยาวนั้น
คราใดที่ลมหายใจหยาบ ก็แค่ดูลมหายใจที่หยาบนั้น
คราใดที่ลมหายใจละเอียด ก็แค่ดูลมหายใจที่ละเอียดนั้น
เพียงแค่นี้ก็จะรู้แจ้งได้ โดยไม่ต้องทำลมหายใจให้เป็นแบบนั้นแบบนี้เลย

ในทำนองเดียวกัน ถ้าจะฝึกดูกายด้วยอิริยาบถใดก็ตาม
หรือฝึกดูกายด้วยการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตาม
ก็ไม่ต้องบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามปกติธรรมดา
เช่น การเดิน ก็เดินไปตามปกติธรรมดา
จะเดินช้าเดินเร็วก็ปล่อยไปตามปกติ แล้วก็แค่ดูกายที่กำลังเดินไปเท่านั้น
และถ้าในระหว่างเดิน เกิดไปรู้สึกชัดอยู่ที่ความปวดเมื่อย
ก็แค่ดูความปวดเมื่อยนั้นต่อไป
หรือถ้านั่ง ๆ อยู่แล้วปวดเมื่อย แต่เกิดไปรู้สึกชัดที่ร่างกายซึ่งกำลังขยับ
เพื่อบรรเทาความปวดเมื่อย ก็แค่ดูกายที่ขยับต่อไป
อย่าใช้วิธีการบังคับ กดข่มความปวดเมื่อยด้วยการกระทำใด ๆ

สำหรับการฝึกดูจิตก็เหมือนกัน
อย่าบังคับจิตให้เกิดอาการตามที่ต้องการ
ปล่อยให้จิตมีสิ่งต่าง ๆ ปรากฏขึ้นตามเหตุปัจจัย
เช่น ถ้ามีเหตุให้จิตเกิดความโกรธก็ปล่อยไป
เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความโกรธแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป
หรือถ้าจิตมีเหตุให้เกิดความยินดีในกามก็ปล่อยไป
เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความยินดีในกามแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป
หรือถ้าจิตมีเหตุให้ความคิดฟุ้งซ่านก็ปล่อยไป
เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตคิดฟุ้งซ่านแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป

อ้อ...แล้วอย่าบังคับตัวเองให้เอาแต่ดูกาย หรือเอาแต่ดูจิตอย่างเดียวนะ
ให้ดูแบบที่เคยบอกไว้ในตอนที่แล้วคือ
หากมีการรับรู้ทางกายได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูกายไป
หากมีการรับรู้ทางใจได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูจิตไป
ไม่ต้องคอยดึงการรับรู้เอาไว้ที่ใดที่หนึ่งหรือทางใดทางหนึ่ง
ปล่อยให้การรับรู้เป็นไปตามแต่ที่จะรู้ได้ชัด

ขอย้ำอีกครั้งนะว่า การฝึกดูกาย ฝึกดูจิตที่ดีที่สุดนั้น
ต้องไม่บังคับกาย ไม่บังคับจิตเพื่อให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ปล่อยให้กาย ปล่อยให้จิตเป็นไปตามเหตุหรือตามที่ควรจะเป็น
ถ้าไปพยายามบังคับกาย พยายามบังคับจิตเมื่อใด
จะทำให้เกิดความรู้สึกตัวที่แท้จริงไม่ได้
เมื่อรู้สึกตัวไม่ได้ ก็แค่ดูไม่ได้ ฝึกไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ

นอกจากการไม่บังคับกาย บังคับจิตแล้ว ยังมีข้อที่ควรระวังอีก คือ
อย่าตั้งเกณฑ์ว่าเราต้องดูกายดูจิตให้ได้บ่อยแค่นั้นแค่นี้
ไม่ต้องรีบเร่งฝึกให้ได้ผลเร็ว ๆ ฝึกแล้วได้ผลแค่ไหนก็แค่นั้นไปก่อน
ให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอก็พอแล้ว

อะไรนะ...
ต้องระวังไม่ให้เผลอไป หรือต้องระวังให้รู้สึกตัวเอาไว้หรือเปล่าเหรอ
อ้าวแล้วกัน...ถามแบบนี้แสดงว่า
ยังไม่เข้าใจเรื่องของความรู้สึกตัวหรือเรื่องของการเผลอไป
หรือไม่ก็คงลืมเรื่องที่เคยบอกว่า เผลอไปนั้นเป็นเรื่องปกติของทุกคน
เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้
หรือแม้แต่เมื่อเกิดรู้สึกตัวขึ้นมา เราจะบังคับควบคุมให้รู้สึกตัวนาน ๆ ก็ไม่ได้
ความรู้สึกตัวหรือการแค่ดูนั้น จะเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แล้วก็จะเผลอไปอีก
เมื่อเผลอไปแล้วเกิดมีการรับรู้ทางกายทางใจชัดขึ้น
จิตที่ผ่านการฝึกมาตามสมควรจนจดจำสภาวะของสิ่งที่รับรู้ได้
ก็จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเอง รู้สึกตัวแล้วก็เผลอไป เผลอไปแล้วก็รู้สึกตัว
จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้
ที่จะได้ก็มีแต่ เพียรฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอเท่านั้น

แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๙

ตอนที่ ๙
รู้แจ้งอะไร

เมื่อแค่ดูกาย แค่ดูจิตได้ ก็จะเห็นกายนี้ เห็นจิตนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกดูถูกรู้อยู่
เมื่อแค่ดูไปเรื่อย ๆ บ่อย ๆ และต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นได้ว่า
กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
กายนี้ จิตนี้ย่อมเป็นทุกข์
กายนี้ จิตนี้ไม่อาจจะบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้
และไม่ควรที่จะไปยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวเราของเรา

การเกิดขึ้นของความรู้แจ้งที่ว่านี้
ต้องเป็นการเกิดขึ้นจากการที่เราแค่ดูกาย แค่ดูจิตอยู่เรื่อย ๆ
ไม่ใช่เกิดจากการที่เราบังคับควบคุม หรือพยายามทำกาย ทำใจ ทำจิต
ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่ใช่เกิดจากการอ่าน การฟัง การคิด ๆ เอาหรอกนะ
และถึงแม้ใครจะอ่านมากแค่ไหน ฟังมากแค่ไหน คิด ๆ เอามากแค่ไหน
หรือใครจะเข้าใจ จดจำ ข้อธรรมต่าง ๆ ได้มากแค่ไหนก็ตามเถอะ
ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกดูกาย ฝึกดูจิต แบบแค่ดูมาก่อนละก็
สิ่งที่เข้าใจ จดจำได้นั้น จะเป็นเพียงความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การรู้แจ้งแต่อย่างใด

เมื่อแค่ดูจนรู้แจ้งได้แล้ว
ความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
ก็จะลดน้อยลงจนหมดสิ้นไปตามลำดับ
ความหมดสิ้นไปของความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลาย
จนกระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่กายและจิตตัวเองนี่แหละ
ที่เป็นที่สุดของพุทธศาสนา
การที่เราพากเพียรปฏิบัติเจริญภาวนากันมา
ก็เพื่อที่สุดของพระพุทธศาสนากันไม่ใช่เหรอ
เพราะฉะนั้นอย่าได้ทำอะไรให้เป็นการเนิ่นช้าเสียเวลาอยู่เลย
ตั้งใจเพียรฝึกดูกาย ดูจิต กันเถิด

ไม่แน่นะ....เมื่อฝึกดูกาย ดูจิต แบบแค่ดูแล้ว
อาจทำให้เรารู้แจ้งขึ้นได้ง่าย ๆ
จนถึงกับยิ้มออกมาว่า
มรรคผลพระนิพพานมีอยู่จริง....

สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา
พฤษภาคม ๒๕๔๘